รีวิว Vivo V7+ สนุกไร้ขีดจำกัด กับหน้าจอ 5.99 นิ้ว แบบ FullView Display

0
1,307 จำนวนผู้เข้าชม

สวัสดีครับเพื่อนๆ Extreme PC ทุกๆท่าน หลังจากทาง VIvo ได้เริ่มวางขาย Vivo V7+ ไปแล้วนั้นด้วยค่าตัว 11,990 บาท ความน่าสนใจก็คงเป็นหน้าจอ FullView Display ขนาด 5.99 นิ้ว อัตราส่วน 18:9  ที่มีขนาดตัวเครื่องพอๆกับ 5.5 นิ้ว ขอบบางลงทั้งด้านบนและด้านล่างและด้านข้างอีกด้วย มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 450 Octa-core RAM 4GB และ ROM 64GB กล้องหน้าที่มาพร้อมกับความละเอียดดสูงถึง 24 ล้านพิกเซล และที่ขาดไม่ได้เลยคือชิปเสียงแยกที่ทาง Vivo ได้ใส่ชิปรุ่น AK4376A ลงมาให้ครับ

เดี๋ยวผมขอรีวิวจุดเด่นๆและข้อสังเกตุให้ทราบกันนะครับ หลังจากที่ใช้งานมาซักระยะหล่ะ

SPEC Vivo V7+
  • หน้าจอ FullView Display IPS 5.99 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1440x720 พิกเซล) อัตราส่วน 18:9
  • Android 7.1.2 Nougat ครอบทับด้วย Funtouch OS 3.2
  • รองรับ 4G LTE รองรับ Fullnet Com 3.0
  • VoLTE
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 450 Octa-core / Adreno 506 GPU
  • RAM 4GB
  • ROM 64GB รองรับ Micro-SD สูงสุด 256 GB รองรับ OTG
  • กล้องหน้า ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับการปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า
  • ระบบเสียง Hi-Fi มาพร้อมชิปเสียง AK4376A
  • ขนาดตัวเครื่อง 155.87 x 75.74 x 7.มม. น้ำหนัก 160 กรัม
  • ราคา 11,990 บาท
แกะกล่องเช็คของ

อุปกรณ์ภายในกล่องจะมีดังนี้

  1. ตัวเครื่อง Vivo V7+
  2. เคสซิลิโคนใส (ฟิมล์หน้าจอติดมาให้แล้ว)
  3. หัวชาร์จ USB
  4. สาย USB
  5. หูฟัง
  6. เข็มจิ้มถาดซิม
  7. คู่มือการใช้งาน

วัสดุและการออกแบบดีไซน์

ตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1440x720 พิกเซล) อัตราส่วน 18:9 หรือทาง Vivo เรียกว่า FullView Display พื้นที่ด้านข้างที่สี่ด้านจะเหลือพื้นที่น้อยเป็นพิเศษ ความแคบของกรอบเพียง 2.15 มม. ทำให้ตัวเครื่องที่มาพร้อมกับจอ 5.99 นิ้ว แต่มีขนาดตัวเครื่องพอๆกับพวกจอ 5.5 นิ้ว ขอบจอแบบ 2.5D แต่จะติดฟิมล์แบบเต็มจอมาให้แล้วเลยดูออกยากนิดนึง

ด้านบนขอบจอ จะมีไฟแสดงสถานะ และกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ลำโพงสนทนา และชุดเซนเซอร์ต่างๆ รวมเซนเซอร์สำหรับปลดล้อคหน้าจอด้วยใบหน้าดด้วย

วัสดุตัวเครื่องจะเป็น โพลิเมอร์ คือ พลาสติกผสมอานุภาคโลหะ ทำให้การสัมผัสจะลื่นๆมือนิดหน่อยครับสีตัวเครื่องจะด้านๆนิดหน่อย ความเด่นของวัสดุแบบนี้คือ บาง เบา และมีความคงทนสูง เสาสัญญาณจะอยู่ด้านบนและล่างครับ

ด้านหลังจะมีชุดกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านมาให้ พร้อมแฟรช ถัดลงมาจะเป็นระบบสแกนนิ้ว  fingerprint

ด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. ไมค์สนทนา และช่อง Micro-USB สำหรับชาร์จแบตหรือโอนถ่ายข้อมูล สุดท้ายคือลำโพงตัวเครื่อง

ฝั่งขวาของตัวเครื่องจะมีปุ่มปรับระดับเสียงแและปุ่ม เปิด-ปิด ตัวเครื่อง

ฝั่งซ้าย จะเป็นช่องใส่ซิมการ์ด รองรับการใส่ 2 ซิม และเพิ่มหน่วยความจำแบบ Micro-SD รองรับสูงสุด 256 GB และถ้าสังเกตุด้านบนตัวเครื่องจะมีไมค์ตัดเสียงรบกวนมาให้แล้วนะครับ 

ขนาดตัวเครื่องเมื่อถือใช้งาน (155.87 x 75.74 x 7.มม. น้ำหนัก 160 กรัม)

 
ระบบปฎิบัติการ

Vivo V7+ มาพร้อมกับ Android 7.1.2 Nougat ครอบทับด้วย Funtouch OS 3.2 ถือว่าใหม่สุดของค่ายในเวลานี้ หน้าตา UI อาจจะเหมือนเดิม แต่การปรับตั้งค่าจะเปลี่ยนไปบ้าง สำหรับรอมของค่าย Vivo ถือว่านิ่งมากครับ ใช้งานดีไม่ค่อยเจอปัญหาใดๆ หลายๆคนคงติดใจ Funtouch ของค่ายนี้

ธีม สำหรับคนเบื่อความจำเจ ทาง V7+ ก็เตรียมธีม (iTheme) มาให้เลือกปรับแต่งเช่นเคย

หมดกังวลเรื่องการแจ้งเตือน เพราะจะมีตัวเลขแจ้งเตือนบนไอคอนให้ เหตุการณืสำคัญต่างๆจะไม่พลาดอีกต่อไป

 

ปุ่ม On Screen สามารถสลับย้ายตำแหน่งได้ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานอีกหนึ่งเรื่อง สามารถปรับสีของแถบ On Screen ได้เช่นกันครับ

App Clone ใช้งานสองแอ๊พพร้อมกัน ปัจจุบันรองรับ WhatsApp, Line, BBM, WeChat, Zalo และ Viber

การแค๊ปหน้าจอแบบยาวและโหมดวีดีโอ ก็ยังมีมาพร้อมสำหรับ Vivo V7+

โหมดถนอมสายตา สามารถตั้งเวลาทำงานได้ ช่วยถนอมสายตาเวลาใช้งานกลางคืนได้ครับ

ประสิทธิภาพการทำงาน

Vivo V7+ มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 450 Octa-core / Adreno 506 การใช้งานต่างๆ ทั้งโซลเชียลและการเล่นเกมส์ ถือว่าทำผลงานได้ดีเลยครับ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความละเอียดหน้าจอที่ไม่สูงมากนักเลยทำให้การ์ดแสดงผลหน้าจอ Adreno 506 ขับได้สบายๆ

คะแนนที่เทส AnTuTu Benchmark ได้ทะลุ 59,xxx คะแนน ถือว่าแรงใช้ได้เลยครับ ยิ่งคะแนนในโหมด 3D ได้เกินหมื่นเรื่องการเล่นเกมส์หมดดห่วงไปเลย

RAM 4 GB เปิดใช้งานจะเหลือพื้นที่ราวๆ 2.1GB

ROM 64 GB รองรับ Micro-SD สูงสุด 256 GB รองรับ OTG เซนเซอร์ต่างที่จำเป็นมีมาให้ครบ

คะแนนในส่วนต่างๆจะออกมาตามนี้ครับ

ขณะเล่นเกมส์ เมื่อมีสายเข้า สามารถเลือกรับสายหรือวางสายได้ ไม่ต้องเสียอารมณ์ในการเล่นเกมส์อีกต่อไป แต่ถ้ากิ๊กโทรตามควรรีบรับทันที ส่วนเมียก็แค่กดผ่านไปแค่นั้นครับ

รองรับ FullNet Com 3.0 พร้อมระบบ VoLTE

ดูหนัง

FullView Display หน้าจอขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด HD+ 1440x720 พิกเซล อัตราส่วน 18:9 การแสดงผลหน้าจออยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ครับ อาจจะไม่เนียนกริ๊บแต่ก้ไม่ได้เลวร้ายมากนัก ความสว่างของหน้าจอ การเกลี่ยสีถือว่าทำออกมาดี (ดีกว่า FHD บางตัว) ข้อดีอีกอย่างคือความละเอียด HD+ ทำงานสัมพันธ์กับการ์ดจอ Adreno 506 ช่วยทำให้เล่นเกมสืลื่นขึ้น สมูทขึ้น

Smart Split แบ่งหน้าจอทำงานพร้อมกันสองแอ๊พ จะรองรับแค่บางแอ๊พนะครับ เช่นเล่นเฟส+ดุยูทูป หรือ ตอบ Facebook และ LINE พร้อมกัน

เมื่อดูหนังหรือยูทูป การแจ้งเตือนของโซเชียลจะมีแจ้งเตือนให้ทราบ (Message screen splitting)

แต่ข้อเสียก็มีครับสำหรับขอ HD+. เมื่อใช้ดูยูทูป จะปรับความละเอียดได้แค่ HD นะครับ ตามความละเอียดหน้าจอ

ฟังเพลง

Vivo V7+ มาพร้อมกับระบบเสียง Hi-Fi พร้อมชิปเสียง AK4376A คุณภาพเสียงถือว่าดีมาก ผมถือว่าเป็นจุดขายของค่ายนี้เลยครับสำหรับเรื่องการฟังเพลง 

ระบบ Hi-Fi รองรับการใช้งานผ่านแอ๊พต่างๆเยอะเลย 

ปรับแต่ง EQ ได้ตามใจ ตามสไตล์ส่วนตัว

วิทยุ FM ยังมีมาให้ใช้งานปกติ

ระบบสแกนนิ้วและปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า

ตำแหน่งสแกนนิ้วอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง รองรับการจดจำ 5 ลายนิ้วมือ สแกนได้รวดเร็วและแม่นยำมากๆ สามารถตั้งค่าล็อคแอ๊พต่างๆได้

ระบบปลดล้อคด้วยใบหน้า ถือว่าเป็นรุ่นแรกของ vivo TH ใช้งานสะดวกสบายขึ้น หลังจากที่ใช้งานโหมดนี้แทบจะลืมระบบปลดล็อคด้วยนิ้วไปเลยครับสำหรับผม

กล้องถ่ายภาพ

กล้องหน้า มาพร้อมกับความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0  Selfie Softlight โหมดหน้าสวย Face Beauty 7.0 เพิ่มความสวยงามและช่วยถ่ายภาพในที่แสงน้อยให้ดียิ่งขึ้น

ภาพตัวอย่างจากกล้องหน้า vivo V7+

กล้องหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f2.0 จุดขายของกล้องค่าย vivo คงเป็นโหมด Professional เลือกปรับแต่งได้ตามใจชอบ เหมาะสำหรับมืออาชีพหรือคนที่กำลังหัดถ่ายภาพครับ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง Vivo V7+ โหมด AUTO

 

ภาพถ่ายกล้องหลัง Vivo V7+ โหมด Professional

แบตเตอรี่ 

แบตเตอรี่ 3,225 mAh ถ้าย้อนกลับไปดูสเปคที่ให้มา จอ 5.99 ความละเอียด HD+ / ชิปประมวลผลตัวใหม่ที่เน้นความประหยัดพลังงาน รวมไปถึงโหมดการจัดการพลังงานของ Vivo เอง ผมใช้เช้าถึงเย็น เล่นโซลเชียลหนักๆ สลับเกมส์บ้างนิดหน่อยในแต่ละวัน แบตอยู่ครบวันครับ ถือว่าอึดมากๆถ้าเทียบกับสมาร์ทโฟนหน้าจอพอๆกัน แต่แอบเสียดายตัวเครื่องไม่รองรับ Fast Charging 

 

สรุป

Vivo V7+ น่าจะเหมาะกับสายเซลฟี่ เพราะมาพร้อมกับกล้องหน้า ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ที่เรียกว่า ถ่ายป้าให้ปังได้แล้วกัน ส่วนกล้องหลังสำหรับผมพอใจมากครับ ถ่ายภาพสวยมีโหมดมาให้เลือกปรับเยอะ สายกล้องทั้งหน้าและหลังฟินกันทั้งคู่ , การจัดการพลังงานทำได้ดีมากแบตอึดใช้งานได้ยาวนาน และระบบเสียงที่ดีเยี่ยม ถ้ามองรวมๆ Vivo V7+ ให้มาครบมากเลยนะ ส่วนความละเอียดหน้าจอ HD+ เท่าที่ใช้งานมาซักระยะถามว่ามองออกไหม ออกครับ และจะชัดเจนมากก็ตอนแต่งรูปที่ต้องการความละเอียดสูงๆและดูยูทูป ผมมองว่าจอ HD+ ความละเอียดยังไม่ดีพอในส่วนนั้น แต่ใช้งานโหมดทั่วไป ไม่ต้องกังวลครับใช้ดีแน่นอน

ใส่ส่วนการแจ้งเตือนต่างๆผมถือว่าสำคัญมาก หลายคนอาจผิดหวังเรื่องการแจ้งเตือนในแอนดรอยส์ แต่สำหรับ Vivo V7+ หมดกังวลไปได้เลยครับ แจ้งเตือนทั้งเสียง ไฟแสดงสถานะ และตัวเลขบนไอคอน ไม่พลาดการแจ้งเตือนอีกต่อไป

ในส่วนเมนูต่างๆที่แฟนคลับ vivo ติดใจก็ยังมีมาให้ใช้งานครบเช่นเดิม ทั้งการแค๊ปหน้าจอแบบยาวหรือแบบวีดีโอ การเคาะหน้าจอเพื่อเปิดหรือปิด รวมไปถึงการวาดหน้าจอเพื่อเข้าสู่โหมดต่างๆ

ข้อดี
  • จอ FullView Display  5.99 นิ้ว ที่มีขนาดตัวเครื่องพอๆกับพวกจอ 5.5 นิ้ว
  • รองรับ Fullnet Com 3.0
  • ถาดซิม รองรับใช้งานสองซิมพร้อมเพิ่มหน่วยความจำ
  • Snapdragon 450 Octa-core ทำผลงานได้ดีมาก ทั้งความแรงและการใช้พลังงาน เล่นนานๆไม่ร้อน
  • RAM 4GB
  • ROM 64GB ถือว่าเหลือเฟือ ถ้ายังไม่พอก็ยังรองรับ microSD CARD ได้อีก 256GB
  • รองรับการใช้งานสองจอ (เฉพาะบางแอ๊พ)
  • ระบบเสียง Hi-Fi มาพร้อมชิปเสียง AK4376A ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดี
  • ระบบสแกนนิ้วและปลดล้อคด้วยใบหน้า สแกนได้รวดเร็วและแม่นยำ
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน
ข้อพิจารณา
  • จอความละเอียด HD+ ถ้าดูหนังหรือยูทูปจะปรับได้สูงสุดแค่ความละเอียดหน้าจอ
  • ไม่รองรับ NFC
  • ไม่มี Fast Charging